ประวัติผู้จัดการทีม ตำนานผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alex Ferguson)

ประวัติผู้จัดการทีม เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alex Ferguson) สุดยอดตำนานผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ประวัติผู้จัดการทีม ผู้จัดการทีมแมนยู เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alex Ferguson) แมนยู ฯ คือทีมที่สู้จนวินาทีสุดท้าย ไม่เคยยอมแพ้ ทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ มันคือเอกลักษณ์ มันคือดีเอ็นเอของทีมปีศาจแดง ที่แฟนบอลทั่วโลกต่างหลงรัก เพราะทุดนัดที่ลงเล่น พวกเขาจะสู้ด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ย้อนกลับไปในปี 2011 ในนัดชิงชนะเลิศศึกยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีก สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ต้องเจอกับทีมที่มีเกมส์บุกที่น่ากลัวที่สุดในทวีปยุโรปเจ้าบุญทุ่ม บาร์เซโลน่า และเป็นการดวลกันของ นักฟุตบอลระดับโลก ที่เป็นซุปเปอร์สตาร์ของทีมอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด vs ลิโอเนล เมสซี่ เพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่งของวงการลูกหนัง

ในทีมบาร์ซ่าในตอนนั้น ชื่อนักฟุตบอล เก่ง ๆ อย่าง ชาบี เอร์นานเดซ และอันเดรส อิเนียสต้า ซึ่งเป็นทีมที่เก่งกาจไร้คู่ต่อกรในโลกฟุตบอล ทุกทีมที่ต้องเผชิญหน้ากับพวกเขา ต้องเลือกที่จะเล่นเกมส์รับกันทั้งนั้น และแมนยู ฯ จะเคยเล่นเกมส์รับมาแล้ว ที่เป็นการดวลกันในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมป์เปียส์ลีกปี 2008 และแมนยู ฯ ก็สามารถคว้าถ้วยรางวัลไปครองได้สำเร็จ

แต่ในมุมมองของ ผู้จัดการ ทีม แมน ยู ปัจจุบัน อย่างเซอร์อเล็กซ์ มันเป็นเกมส์การแข่งขันที่ทรมานจิตใจอย่างมาก และเหล่าบรรดาแฟนบอลเร้ด อาร์มี่ ก็ไม่ชอบใจอย่างมากเมื่อเห็นทีมรักเล่นฟุตบอลสไตล์แบบนั้น และในนัดชิงชนะเลิศถ้วยยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีกในครั้งนี้ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป ถึงแม้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะไม่ได้ชูถ้วยแชมป์ในปี 2011 ก็ตาม

เซอร์อเล็กซ์ ได้กล่าวภายหลังจบเกมส์การแข่งขันเอาไว้ว่า ผมรู้ดีว่าบาร์เซโลน่านั้นเก่งกาจขนาดไหน พวกเขาเป้นคู่แข่งที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยต่อกรด้วย ในเกมส์วันนั้น ผมอาจจะเลือกเล่นเกมส์รับและรอสวนกลับก็ได้ แต่ผมเลือกที่จะไม่ทำ เพราะนั้นไม่ใช่แนวทางการทำทีมฟุตบอลของผม นั่นไม่ใช่สไดล์การเล่นฟุตบอลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ผมเลือกที่จะบุกสู้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงหากผมเลือกเล่นเกมส์รับ ทีมเราอาจะจะมีโอกาสทำได้ผลที่แตกต่างออกไป แต่ผมจะไม่มีวันทำแบบนั้น ความพ่ายแพ้มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้รู้สึกดี แต่การที่ไม่สู้มันแย่ยิ่งกว่า และเซอร์อเล็กซ์ก็แสดงให้เหล่าบรรดาแฟนบอลทั่วโลกได้รับรู้ถึงการต่อสู้ในแบบฉบับของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นอย่างไร

ถึงแม้ว่าทีมจะไม่ได้ชนะในทุก ๆ เกมส์การแข่งขัน แต่พวกเขาเป็นทีมที่กระหายที่จะชนะ มันคือการเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของทีมปีศาจแดง ที่แฟนบอลทั่วโลกให้การยอมรับ

ประวัติผู้จัดการทีม

ประวัติผู้จัดการทีม อย่าล้ำเส้นผู้จัดการทีม

ปีเตอร์ ชไมเคิล โวยใส่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ยืนอยู่ข้างสนาม และแน่นอนว่าผู้ชนะย่อมมีได้แค่คนเดียว สตีฟ บรู๊ซ อดีตนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในเกมส์วันนั้น ที่ทีมปีศาจแดงแมนยู ฯ ต้องออกไปเยือนทีมคู่อริหวงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่สนามแอนฟิลด์

ทีมปีศาจแดง แมนย ฯ เป็นฝ่ายยิงประตูขึ้นนำถึง 3 ลูก ตั้งแต่ในช่วงเวลาครึ่งแรก และชัยชนะมันอยู่ในมือของเหล่าพลพรรคเร้ด อาร์มี่ และเป้าหมายของแมนยู ฯ คือทำให้ทีมหงส์แดงขายหน้าคาบ้านให้ได้และดูเหมือนว่าเกมส์ในวันนั้นมันจะสำเร็จไปแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นาน ลิเวอร์พูลก็ตามมายิงประตูได้สำเร็จ

ด้วยลูกบอลที่พุ่งผ่านมือปีเตอร์ ชไมเคิล ไปอย่างง่ายดาย และลิเวอร์พูลก็สามารถยิงประตูได้อีก 2 ประตูหลังจากนั้น ทำให้ทีมตามตีเสมอได้สำเร็จ และมันกลายเป็นฝันร้ายของทีมปีศาจแดงไปตลอดกาล ในตอนนั้นมีสายตาคู่หนึ่งมองมาจากข้างสนาม มันจับจ้องไปที่ชายเพียงคนเดียวในสนาม

เซอร์อเล็กซ์โวยใส่ชไมเคิล โดยเขาเล่าถึงเหตุผลตอนนั้นว่า แน่นอนว่ามันไม่ยุติธรรมหรอกที่ผมไปโทษชไมเคิลเพียงคนเดียว แต่ความคาดหวังในตัวเขามันสูงมาก และเขาต้องโชว์ฟอร์มให้ดีกว่านี้ และนี่คือเหตุผลของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ทำให้เขาลุกจากม้านั่งไปโวยใส่ชไมเคิล

แต่แทนที่ชไมเคิลจะก้มหน้ายอมรับ ชไมเคิลกลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป เพราะเขาคิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว และไม่ได้มีข้อผิดพลาดในเกมส์นี้ นั่นทำให้สิ่งที่ชไมเคิลเลือกทำ มันคือสิ่งที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน เขาตะโกนกลับไปหาผู้จัดการทีม เลือกที่จะโวบวายกลับไป

โดยชไมเคิลเล่าถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า มันไม่ยุติธรรมเลยที่เขาโวยวายใส่ผมแบบนั้น ผมเกิดอาการหัวเสียและโวยวายกลับไป และต่อหน้ากองเชียร์นับหมื่นของทั้งสองทีม รอยร้าวเล็ก ๆ มันกลับเกิดขึ้นในบ้านของทีมคู่อริตลอดกาล เซอร์อเล็กซ์คือชายที่ทุกคนต่างให้ความเคารพ ความยำเกรง และไม่มีใครกล้าลำเส้นของเขา ไม่มีใครกล้าทำกับเซอร์อเล็กซ์แบบนั้น

ไม่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่าเขาในแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และชไมเคิลก็รู้ยิ่งกว่ารู้ว่าเขาจะต้องเจอกับอะไร เช้าวันจันทร์ชไมเคิลโดนเรียกไปที่ห้องทำงานของเซอร์อเล็กซ์ กับประโยคสั้น ๆ ที่ผู้จัดการทีมได้พูดกับเขาว่า ฟังนะชไมเคิลนายจะพูดกับผู้จัดการทีมแบบนี้ไม่ได้ ฉันต้องไล่นายออกจากทีม

ชไมเคิลตอบกลับผู้จัดการทีมว่า ได้ครับจะให้ไปออกจากทีมเมื่อไหร่ หลังจากนั้นเซอร์อเล็กซ์ได้เรียกทุกคนประชุมทีม และเมื่อเดินเข้าไปในห้องแต่งตัว เซอร์อเล็กซ์ด่ากราดใส่นักเตะทุกคนก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป และบทสรุปของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ชไมเคิลต่างรู้ถึงสถานะตัวเองในทีมว่าจะต้องย้ายออกไป

ชไมเคิลได้พูดคุยกับนักเตะในทีมว่า พวกนายฉันขอโทษนะ ฉันไม่ควรพูดกับผู้จัดการทีมแบบนั้น ฉันทำให้พวกนายผิดหวังในตัวฉัน แต่เซอร์อเล็กซ์ที่ได้ยืนฟังชไมเคิลพูดกับเพื่อนร่วมทีม ทำให้เขาตัดสินใจไม่ขายชไมเคิลออกไปจากทีม

จากนั้นชไมเคิลตอบแทนบุญคุณเซอร์อเล็กซ์ด้วยการเป็นผู้รักษาประตูให้กับทีมปีศาจแดงอีก 5 ปี พร้อมกับช่วยพาทีมสร้างความสำเร็จ สร้างเกียรติยศ สร้างประวัติศาสตริให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากการตัดสินใจจากผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พ่อคนที่สองของคริสเตียโน โรนัลโด

ข่าวแมนยู ตั้งแต่เป็นดาวรุ่งจนกลายเป็นตำนาน โลโก้แมนยู แทบทุกครั้งที่โรนัลโดประสำความสำเร็จในอาชีพเส้นทางลูกหนัง เรามักจะเห็นเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยืนรอแสดงความยินดีเสมอ เราจะเห็นภาพการสวมกอดกันของทั้งสองคน ซึ่งเป็นมากกว่าลูกน้องกับเจ้านาย ดูเหมือนกับพ่อสวมกอดกับลูกชาย

ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ความเคารพและสายสัมพันธ์ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2003 ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจอกับทีมสปอร์ติ้ง ลิสบอน ในศึกยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีก ปีเตอร์ เคนยอน ซีอีโอของทีมแมนยู ฯ ถูกเซอร์อเล็กซ์เรียกพบภายหลังจากที่จบการแข่งขันในครึ่งเวลาแรก

โดยเซอร์อเล็กซ์ได้บอกกับปีเตอร์ว่า ถ้าไม่ได้เซ็นสัญญากับคริสเตียโน โรนัลโด เราจะไม่ออกจากสนาม และภายหลังจากจบเกมส์การแข่งขัน เซอร์อเล็กซ์ได้ขอพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับโรนัลโดในห้องแต่งตัว ว่าฉันต้องการนายเดี๋ยวนี้ ฉันไม่การันตีว่านายจะได้ลงเล่นตัวจริงทุกนัด

แต่นายจะได้อยู่กับทีมชุดใหญ่ ทุกอย่างมันต้องใช้เวลา แต่ฉันสัญญาว่าฉันจะดูแลนายให้ดีที่สุด นี่คือประโยคที่ซื้อใตโรนัลโด เมื่อการเจรจาการซื้อขายนักเตะเสร็จสิ้น แมนยู ฯ ได้ประกาศเปิดตัวคริสเตียโน โรนัลโด วัย 18 ปี อย่างเป็นทางการ เซอร์อเล็กซ์ได้มอบความไว้วางใจให้โรนัลโดสวมเสื้อหมายเลข 7 ของผู้ที่เป็นตำนานของทีมปีศาจแดงเคยสวมใส่

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้โรนัลโดจดจำเซอร์อเล็กซ์ไปชั่วตลอดชีวิต คือช่วงที่พ่อของโรนัลโดนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล โรนัลโดได้คุยกับเซอร์อเล็กซ์ ว่าเจ้านายครับผมขอกลับไปเยี่ยมพ่อ แต่เขาเจ้านายกลับตอบผมมาว่า นี่เป็นชีวิตของนาย ครอบครัวนายเป้นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากนายต้องการไปเยี่ยมพ่อ 3 วัน 4 วัน หรือ 5 วัน นายสามารถไปได้ตามต้องการ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโรนัลโดถึงให้ความเคารพกับเซอร์อเล็กซ์อย่างมาก และโรนัลโดยกย่องให้เป้นผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดเท่าที่ผมทำงานด้วย เซอร์อเล็กซ์คือพ่อในโลกฟุตบอลของโรนัลโด บทความกีฬาที่น่าสนใจ

ประวัติผู้จัดการทีม

นักฟุตบอลเพียงคนเดียวที่ผู้จัดการทีม เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอมรับ

ชายคนเดียวที่เซอร์อเล็กซ์ยอม วันเวลาที่เป็นตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือผุ้จัดการทีมที่เต็มไปด้วยระเบียบวินัย มีวิธีการจัดการกับนักเตะที่เด็ดขาด ถ้าหากนักเตะคนไหนทำเรื่องที่ไม่สมควร มีอยู่แค่ 2 ทางให้เลือก คือขอโทษและทำให้เรื่องมันจบลง หรือโบกมือลาเดินออกจากทีม

สำหรับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่าสโมสร ไม่ว่าจะเก่งกาจมาจากไหนก็ตาม แม้แต่กัปตันทีมคู่ใจอย่าง รอย คีน โคตรกองหลังอย่าง ยาป สตัม ดาวซัลโวของทีมอย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย แม้แค่เด็กที่เขาเห็นมาทั้งชีวิตอย่าง เดวิด เบ็คแฮม แต่มีนักเตะเพียงแค่ตนเดียวเท่านั้น

คนคนเดียวที่เซอร์อเล็กซ์ไม่ยอมหัก พวกแกจะเลียนแบบเขาไม่ได้ เพราะเขาเป็นหนึ่งเดียวจริง ๆ ดังนั้นถ้าจะมีอะไรที่เขาทำเกินเลยไปบ้าง ฉันจำเป้นต้องให้อภัยเขา เชื่อไหมครับว่าประโยคนี้มันออกจากปากผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงต้องย้อนกลับไปในปี 1995 หลังจากที่นักเตะคนนึงได้กระโดถีบแฟนบอลคริสตัล พาเลซ แต่เซอร์อเล็กซ์กลับมีวิธีจัดการกับนักเตะคนนั้นที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยลี ชาร์ป ได้ออกมาเล่นถึงเหตุการณืในห้องแต่งตัวว่า เอริก คันโตนา กระโดดลอยตัวกลางอากาศราวกับนกนางนวล กระโดดถีบตามด้วยหมัดซ้าย ซ้ำด้วยหมัดขวา

พวกเราที่อยู่ในสนามต่างคิดว่าเอาเลย จัดการมันเลย เพราะภายหลังจากจบเกมส์การแข่งขัน เจ้านายไม่มีทางด่าเราว่าเล่นห่วยเลย เมื่อเห็นคันโตนาทำแบบนั้นในสนาม ถึงแม้ว่าเกมส์การแข่งขันจะจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 แต่นั่นมันไม่น่าพอใจสำหรับทีมเรา โดยในปกติถ้าเราเล่นเกมส์เยือนแล้วผลออกมาแย่แบบนี้

ร็อบสัน จะสั่งให้ทีมยืนคลายเส้นกันไปก่อน รอให้เจ้านายใจเย็นลงสัก 5 นาที แต่คราวนี้ไม่เลย เขาเดินมาบอกกับพวกเราว่ากลับเข้าไปในห้องแต่งตัวได้แล้ว พวกนายได้สนุกกันแน่ ๆ และนักเตะก็เดินเข้าไปในห้องแต่งตัว ทำทุกอย่างตามปกติ

ทันใดนั้น เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เดินเข้ามาในห้องแต่งตัว ด้วยอารมณ์หัวเสียสุด ๆ เหวี่ยงประตูแทบพัง และไล่ด่านักเตะเรียงตัวทีละคน ส่วนเอริก คันโตนา เซอร์อเล็กซ์กลับพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ว่านายทำแบบนั้นไม่ได้นะลูก

จากนั้นบอร์ดบริหารของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างให้ความเห็นตรงกันว่า ทีมต้องขายเอริก คันโตนา ออกไปจากทีม เพราะเขาทำภาพลักษณ์และชื่อเสียงของทีมเสียหายมากมายเหลือเกิน แต่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่ต้องการให้ทีมขายคันโตนา เพราะเขารู้วิธีที่จะจัดการกับคันโตนา

เอริก คันโตนา ถูกสั่งพักการเล่น 8 เดือน และหลังจากที่กลับมาร่วมซ้อมกับทีมในวันแรก เซอร์อเล็กซ์ได้พูดกับคันโตนาเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า ยินดีต้อนรับกลับมานะไอ้ลูกชาย และประโยคนี้ทำให้คันโตนาน้ำตาซึม ทั้งสองคนไม่ใช่นักเตะกับผู้จัดการทีม แต่คือแม่ทัพและขุนศึกคู่ใจ

คันโตนาเป็นนักเตะเพียงไม่กี่คนที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขียนจดหมายถึงในวันที่ประกาศอำลาวงการฟุตบอล พร้อมกับประโยคสั้น ๆ ที่บาดลึกว่า ในบางวันฉันยังเห็นว่านายจะกลับมาซ้อมเหมือนในทุก ๆ วัน แต่ฉันก้รู้ว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้น ฉันหวังว่าจะเจอคันโตน่าคนต่อไปนะ มันเป็นความฝันของฉัน ฉันดีใจที่ได้ทำงานกับนาย

การตอบแทนของเอริก คันโตนา ก็คือการพาทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย คันโตนาคือผู้นำที่ทุกคนในทีมต่างให้การยอมรับ ตำแหน่ง เดอะคิง พร้อมกับมงกุฎยังเป็นของชายคนนี้เพียงหนึ่งเดียว

ป.คอกีฬา